|
เยี่ยมชมตลาดสด
4 ฤดู
การเลือกซื้อของกินของชาวเยอรมัน
ไม่สามารถหาได้ตามใจปาก เพราะอาหารแต่ละอย่าง ก็มีให้จับจ่ายช่วงสั้น
ๆ โดยเฉพาะจำพวก ผัก และผลไม้ ฤดูกาลจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการ ตัดสินใจเลือกซื้อด้วย
ฤดูใบไม้ผลิ
(ระหว่าง 20 มีนาคมถึง 20 มิถุนายน)
ช่วงต้นปีอย่างนี้มีพืชผักหลากหลายให้เลือกหา
รวมทั้งมันฝรั่งคุณภาพดี ผักสำหรับนำมา ทำสลัดนานาชนิด ผลไม้เริ่มออกผลกันแล้วแต่ก็ยังมีไม่มากเท่าไร
จะมีก็เพียง Rhabarber สตอเบอรี่ , แอปเปิ้ล ผลไม้เหล่านี้มีประโยชน์กับสายตายิ่งนัก
พอเดินถัดไปอีกหน่อยก็จะ เป็นแผงขายเนื้อสัตว์ ฤดูกาลนี้จะมีลูกแกะเป็นอาหารพิเศษ
ไม่ว่าจะเป็นเนื้อลูกแกะ หรือ เนื้อแม่แกะก็ตาม ส่วนเนื้อวัวก็มีให้เห็นอยู่ตลอดเวลาถ้าว่ากันถึงพวกสัตว์ปีกแล้ว
มีมากมาย เช่นกัน เริ่มกันตั้งแต่ ห่านรุ่น ๆ , เนื้อไก่ตลอดจนถึงนกพิราบ
สัตว์น้ำถึงแม้จะมีไม่มากเท่า ไร แต่รสชาดดีจนบางครั้งต้องยอมตัดใจซื้อ
แพงเท่าไรก็ยอมจ่าย จะมากินแต่หมูหรือไก่อยู่ ก็เบื่อแย่ โดยเฉพาะ
ปลา Lachs , ปลา Kabeljau ที่รสเหมือน ปลานิลบ้านเรา แต่เป็น ปลาจากทะเลจึงไม่มีกลิ่นคาวนัก
ส่่วนปลาที่ขึ้นชื่อของที่นี่ ใครก็รู้จักคือ ปลา Forelle
ไม่ว่าจะเป็นปลาอะไรก็ตาม ถ้าเป็นปลาแช่แข็งแล้วสามารถหาซื้อได้ตลอดเวลาและทุก ฤดูกาล
ปลาสดๆ ไม่ต้องพูดถึงกันเลย ขาดแคลนจริง ๆ
ฤดูร้อน
(ระหว่าง 21 มิถุนายนถึง 22 กันยายน)
ในระหว่างฤดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อนเป็นช่วงของความอุดมสมบูรณ์ของผลิตผลต่าง
ๆ แต่ก็ยังอยู่ในระหว่าการเจริญเติบโต ถ้าให้ดีต้องรอไปอีกหน่อย
จะได้กินพืชผักที่ โตเต็มที่ และน้ำหนักก็มาตามไปด้วย ซึ่งพอนำไปประกอบอาหารผักแก่เหล่านี้ก็ ต้องใช้เวลานานกว่าจะสุก
ที่พิเศษสุดของชาวเยอรมันรอคอยฤดูกาลนี้เพราะเป็น ช่วนเดียวที่จะได้กิน
Spargel กัน (มีลักษณะเหมือนหน่อไม้ฝรั่ง แต่มีสีขาวอวบ เปลือกหนา)
ผักอื่นที่มีให้เห็นคามมาก็คือ Wirsing , Weisskohl (กระหล่ำปลี) Sellerie
(คื่นช่าย) , Lauch , Artischocken , Auberginen , Paprika (พริกหยวก) และผักอื่น
ๆอีกมากมาย ซึ่งถ้าเป็นผักที่มาจากทางภาคใต้จะมีราคาย่อมเยาว์ ส่วน อีกฝั่่งหนึ่งก็เป็นผักที่นำมาใช้ตบแต่รสชาดของอาหาร
เช่น Petersilie (ผักชี) Schnittlauch
(ต้นหอม) รวมถึงเครื่องเทศอื่น ๆ ด้วยส่วนทางด้านเนื้อสัตว์ ปลา และสัตว์ปีกก็มีอยู่เหมือนเดิม
ที่เห็นเด่นตาคือแผลผลไม้ มีหนาตาขึ้น ส่วนใหญ่่จะ เป็นพวกผลไม้เปลือกหนาทั้งหลายทั้งจากป่าและสวน
เช่น Himbeeren , Blaubeeren Stachelbeeren และที่จะลืมไม้ได้เลยคือ
Kirschen (เชอรี่) และ Pflaumen ผลไม้ ทั้งสองอย่างนี้นิยมนำมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำเค้กด้วย >>>
ฤดุใบไม้ร่วง
(ระหว่าง 23 กันยายนถึง 20 ธันวาคม)
พืชพันธุ์ทั้งหลายจะต้องถูกเก็บเกี่ยวกันในฤดูใบไม้ร่วงนี้
ตลาดของเราจึงยังมีของ ให้ซื้อเช่นเดียวกันกับในฤดูร้อน Weisskohl
(กระหล่ำปลี) มีขนาดมหึมาจริง ๆ บางหัวอาจจะหนักถึง
3 กิโลกรัมเลย Meerrettich , Chicoree , Schwarz- wurzeln
, Feldsalad , มะเขือเทศ และแตงกวา ที่ประทับใจเป็นพิเศษเห็นจะ เป็นแผงผลไม้ในฤดูกาลนี้
ซึ่งองุ่นจะมีราคาถูกมา กิโลหนึ่งแค่ 1 ยูโรเท่านั้น แถมยังรสหวานกรอบอีกต่างหาก มีให้เลือกทั้งแบบมีเมล็ดและไม่มีเมล็ด
นอก จากนั้นแล้วยังมีที่นำเข้าจากประเทศอื่นอีก เช่น สัปปะรด
กล้วยหอม , ส้มฯลฯ เสียดายที่ไม้ได้นำเข้าจากประเทศไทย ไม่อย่างนั้นชาวเยอรมันจะได้กินผลไม้ที่ รสชาดดีกว่าเยอะ
ในช่วงนี้เป็นช่วงที่เนื้อสัตว์มีราคาถูกลง และมีให้เลือกหลาย ชนิดด้วย
หลายคนที่โปรดปรานกระต่ายป่า ก็อดใจไม่ได้เหมือนกัน>>>
ฤดูหนาว
(ระหว่าง 21 ธันวาคมถึง 19 มีนาคม)
เวลาแห่งการเฉลิมฉลองภายในครอบครัวและหมู่เพื่อนฝูงได้มาถึงแล้ว เรายังคงเห็นผักสดที่เป็นผักพื้นเมืองอยู่เกือบทุกชนิด
แต่ก็มีจำนวน จำกัด เนื่องจากอากาศหนาวผลผลิตจึงมีไม่มากนัก
ผักบางอย่างสามารถ กักตุนไว้ได้เช่น มันฝรั่ง , หัวหอม , แครอท
ส่วนอาหารปิ้งๆ ย่าง ๆ ตอนนี้ เริ่มเพิ่มความนิยมขึ้นให้สมกับการจัดปาร์ตี้ในครอบครัว
ประเพณีการกิน ห่านในวันคริสต์มาสยังคงกระทำกันอยู่เสมอในทุกครอบครัว
ถึงแม้ว่า บางคนจะเปลี่ยนใจไปกินเนื้อไก่งวงกัน เพราะไก่งวงมีไขมันน้อยกว่า ผลไม้ตามแผงช่วงสองสามเดือนนี้แน่นอนที่สุดจำเป็นต้องมีราคาแพง ขึ้น
และก็หาซื้อได้เฉพาะผลไม้ที่เราเห็นกันอยู่เป็นประจำเช่น แอปเปิ้ล กล้วยหอม
, สัปปะรด นอกจากนั้นแล้วในระหว่างนี้ตลาดจะปกคลุมไป ด้วยแผงขายผลไม้จำพวกขบเคี้ยวที่อยู่ในตระกูลถั่วทั้งหลาย>>>
|